“ใบบัวบก” เป็นสมุนไพรที่ถูกใช้ในวงการแพทย์แผนจีนมาอย่างยาวนาน ในการปรับสมดุลระบบประสาทและสมอง ช่วยให้ร่างกายผ่อนคลายจากความเครียด วิตกกังวล มาดูกันว่า ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์แล้ว “ใบบัวบก” มีประโยชน์ต่ระบบประสาทและสมองของเรายังไงบ้าง

“ใบบัวบก” (Gotu kola) มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ คือ Centella asiatica เป็นสมุนไพรที่ถูกใช้ในทางการแพทย์ของหลายประเทศ ไม่ว่าจะเป็นประเทศจีน อินโดนีเซีย และยังเป็นยาแผนโบราณของชาวอินเดียอีกด้วย

ตำนาน “ใบบัวบก”

“ใบบัวบก” ได้ถูกขนานนามว่าเป็น “น้ำพุแห่งความเยาว์วัย” (fountain of youth) หรือยาอายุวัฒนะ เนื่องจากเป็นพืชที่มีอายุยืน โดยมีตำนานเล่าว่า นาย “หลี่ ชิงหยุ่น” ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร เขามีอายุยาวนานถึง 200 ปี โดยเชื่อว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะประโยชน์จากใบบัวบก

ภาพของ นาย “หลี่ ชิงหยุ่น” (Li Ching-Yuen) ผู้ที่มีอายุยาวนานมากกว่า 200 ปี

อีกทั้งยังมีตำนานของศรีลังกาเล่าว่า การที่ช้างมีอายุยืนยาวเป็นพิเศษ เนื่องจากพวกมันกินใบบัวบกเข้าไป

“ใบบัวบก” ถูกใช้อย่างแพร่หลายในการรักษาอาการทางระบบประสาท และสมอง เช่นความกังวล ภาวะสูญเสียความทรงจำ ภาวะซึมเศร้า และภาวะนอนไม่หลับ นอกจากนี้ยังถูกนำมาใช้ในการรักษาอาการเจ็บป่วยทางร่างกาย รวมถึงบาดแผล กลาก โรคสะเก็ดเงิน ท้องเสีย ฝี โรคหอบหืด โรคตับอักเสบ โรคซิฟิลิส ถอนพิษจากการถูกงูกัด เห็ดพิษ และพิษจากสารหนู

ซึ่งมี 7 งานวิจัยที่การันตีว่า “ใบบัวบก” มีประโยชน์ต่อสมองของเรา ดังนี้

1. ช่วยกระตุ้นการเจริญของเซลล์สมองเกิดใหม่

“ใบบัวบก” จะไปกระตุ้นการหลั่งของโปรตีนที่เป็นอาหารของเซลล์ประสาทสมอง (brain-derived neurotrophic factor : BDNF) โดยจะช่วยในการแตกแขนงของเดนไดรต์ (Dendrite) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเซลล์ประสาท ทำให้มีการสื่อสารระหว่างเซลล์สมองเพิ่มขึ้น และยังเพิ่มโปรตีนที่เป็นปัจจัยช่วยให้เซลล์ประสาทเจริญเติบโตอีกด้วย

2. กระตุ้นการไหลเวียนเลือด

มีงานวิจัยชี้ว่า “ใบบัวบก” มีคุณสมบัติช่วยให้การไหลเวียนเลือด ออกซิเจน และสารอาหารไปยังสมองดีขึ้น อีกทั้งยังช่วยกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ สารพิษ และของเสียต่าง ๆ ในร่างกายได้อีกด้วย

3. ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ประสาท

ใบบัวบกเป็น “สารต้านอนุมูลอิสระ” ที่สามารถป้องกันการเสื่อมของเซลล์ประสาท โดยจะเข้าไปทำลายสารอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะเครียด

มีงานวิจัยพบว่า ใบบัวบกสามารถป้องกันสมองจากสารพิษในระบบประสาท เช่น สารตะกั่ว สารหนู อลูมิเนียมและโมโนโซเดียมกลูตาเมต (monosodium glutamate) หรือที่เราเรียกกันว่า ผงชูรส ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการสมองล้า ไมเกรนและอารมณ์แปรปรวน

4. คลายความเครียด และลดอาการซึมเศร้าได้

มีงานวิจัยชี้ว่า ใบบัวบก” สามารถเพิ่มระดับสารสื่อประสาท ที่เกี่ยวข้องกับด้านอารมณ์ (the feel-good neurotransmitters) ได้แก่ เซโรโทนิน โดปามีน และนอร์อิพิเนฟริน ในขณะเดียวกันยังไปลดระดับฮอร์โมนความเครียด หรือ คอร์ติซอล และยังทำให้สารเคมีในสมองเกิดความสมดุล คลายความเครียด ความกังวล และภาวะซึมเศร้าได้ นอกจากนี้ยังสามารถป้องกันเซลล์สมองอักเสบที่เป็นสาเหตุหลักที่ของโรคซึมเศร้าได้อีกด้วย

จากงานวิจัยพบว่า “ใบบัวบก” จะไปเพิ่มความสงบ ความพึงพอใจ และความตื่นตัว ได้ถึง 100% และยังลดอาการกังวล ซึมเศร้า ได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยจะออกฤทธิ์ภายใน 30-60 นาทีหลังจากทานเข้าไป

5. ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น

การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ เป็นวิธีหนึ่งที่ดีที่สุดที่จะช่วยให้สมองทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งหากนอนหลับไม่เพียงพอ จะทำให้ความสามารถในการคิด วิเคราะห์ลดลง คล้าย ๆ กับอาการเมานั่นเอง

ภาวะนอนไม่หลับเรื้อรัง (Chronic insomnia) เรียกได้ว่าเป็นโรคฮิตในปัจจุบัน โดยทั่วไปแล้วจะแก้ปัญหาโดยการใช้ยานอนหลับ ซึ่งเป็นวิธีที่ผิด!! เพราะยานอนหลับจะทำให้สมองไม่ได้รับการฟื้นฟู ซึ่งเป็นสาเหตุของภาวะสูญเสียความทรงจำตามมาได้

โดยงานวิจัยชี้ว่า “ใบบัวบก” มีสรรพคุณช่วยให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น และเป็นสมุนไพรที่มีความปลอดภัย จึงถูกนำมาแก้ปัญหานอนไม่หลับกันอย่างแพร่หลาย

7. ใบบัวบก + วิตามินอี คู่หูทำให้สมองมีสุขภาพดี

“วิตามินอี” นอกจากจะช่วยให้หัวใจแข็งแรงแล้ว ยังมีความสำคัญกับสมองของเราด้วยเช่นกัน ดังนั้นหากทานวิตามินอี ร่วมกับใบบัวบก จะช่วยเสริมประสิทธิภาพให้กับสมอง ทำให้ความจำดีขึ้น 

มีงานวิจัยชี้ว่า การทานใบบัวบก ร่วมกับวิตามินอี จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดภาวะสูญเสียความทรงจำ โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อมได้ถึง 60%

“ใบบัวบก” เป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงต่ำ อย่างไรก็ตามไม่ควรทานใบบัวบก ร่วมกับยารักษาโรคซึมเศร้า ยาคลายกังวล ยารักษาภาวะวิตกกังวล หรือยากันชักในผู้ป่วยโรคลมชัก เนื่องจากจะทำให้รู้สึกอ่อนเพลียหรือง่วงนอน

คำเตือน : ควรใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากใบบัวบกอย่างระมัดระวังในผู้ที่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับตับ และมะเร็งผิวหนัง อย่างไรก็ตามไม่ควรใช้กับเด็ก สตรีมีครรภ์ และสตรีให้นมบุตร