แพทย์เผย! 50% ของผู้ที่มีอาการ “เวียนหัว บ้านหมุน”
เกิดจากความผิดปกติของหูชั้นใน
จากสถิติพบว่า “ความผิดปกติของหูชั้นใน” ถือเป็นสาเหตุสำคัญ ที่ทำให้เกิดอาการ “เวียนหัว บ้านหมุน วูบบ่อย” สูงถึง 50% ไม่ว่าจะเป็น โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน โรคตะกอนหินปูนในหูชั้นในหลุด (BPPV) จึงทำให้รู้สึกเวียนหัว ตาลาย เห็นสิ่งรอบตัวกำลังหมุน ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!!
ทางออกสำหรับปัญหานี้ ก็คือ ต้องเพิ่มการไหลเวียนเลือดบริเวณหูชั้นใน จึงจะบรรเทาอาการ “เวียนหัว บ้านหมุน” ลงได้
ปัจจุบัน จึงมีการนำยาแผนปัจจุบันอย่าง เบตาฮีสทีน (Betahistine) มาใช้รักษาอาการ “เวียนหัว บ้านหมุน” กันอย่างแพร่หลาย โดยเชื่อกันว่ายาชนิดนี้มีฤทธิ์ช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดบริเวณหูชั้นในได้

ยาเบต้าฮีสทีน (Betahistine) เป็นยาที่นิยมนำมาใช้บรรเทาอาการเวียนหัว บ้านหมุน
แม้ว่ายาเบตาฮีสทีน จะช่วยรักษาได้ตรงจุด แต่ก็อาจก่อให้เกิดผลข้างเคียงหลายอย่างได้เช่นเดียวกัน เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ ท้องไส้ปั่นป่วน เกิดผื่นแพ้หรือคันตามผิวหนัง เป็นต้น
“กิงโกะ” ทางเลือกใหม่ สำหรับผู้มีปัญหา “เวียนหัว บ้านหมุน วูบบ่อย”
“กิงโกะ” หรือที่หลายคนรู้จักกันดีในชื่อ “แปะก๊วย” สมุนไพรจีนที่แฝงไปด้วยคุณประโยชน์ในการบำรุงสุขภาพ ให้สารสำคัญกิงโกะฟลาโวนไกลโคไซน์ (Ginkgo flavone glycoside) และไบโลบาไลด์ (Bilobalide) ที่มีคุณสมบัติเด่นในการกระตุ้นการไหลเวียนเลือด จึงช่วยเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปยังหูชั้นในได้

“กิงโกะ” สมุนไพรจีนโบราณที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ
ด้วยเหตุนี้ จึงมีการนำ “สารสกัดกิงโกะ” มาใช้เป็นทางเลือกในการบรรเทาอาการ “เวียนหัว บ้านหมุน” กันมากขึ้น เนื่องจากเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จึงปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียงในระยะยาว เมื่อเทียบการใช้ยาแผนปัจจุบัน
งานวิจัยชี้! “กิงโกะ” ให้ผลดีกว่ายาแก้เวียนหัว (เบตาฮีสทีน)
การศึกษาในครั้งนี้ เป็นงานวิจัยจากคณะประสาทวิทยา มหาวิทยาลัยทางการแพทย์นานาชาติโบโกโมเลท ประเทศยูเครน ซึ่งได้ทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างสารสกัดกิงโกะ กับยาเบตาฮีสทีน ในการรักษาผู้ป่วยที่มีอาการ “เวียนหัว บ้านหมุน วูบบ่อย”
โดยงานวิจัยมีวิธีการทดลอง ดังนี้
1. แบ่งกลุ่มผู้ป่วย
อาสาสมัครเป็นผู้ที่มีอาการเวียนหัว บ้านหมุน วูบบ่อย ที่มีอายุเฉลี่ย 58 ปี จำนวน 160 คน โดยแบ่งอาสาสมัครออกเป็น 2 กลุ่ม เท่า ๆ กัน ดังนี้
- กลุ่มที่ได้รับสารสกัดกิงโกะ 240 มก. ต่อวัน จำนวน 80 คน
- กลุ่มที่ได้รับยาเบตาฮีสทีน 32 มก. ต่อวัน จำนวน 80 คน
ทำการทดลองเป็นระยะเวลา 12 สัปดาห์
2. วิธีวัดผลการทดลอง
ทดสอบผลการทดลองด้วยแบบประเมิน 4 รูปแบบ ดังนี้
- An 11-point numeric analogue scale เป็นมาตรวัดความเจ็บปวดแบบตัวเลข
- The Vertigo Symptom Scale-short form เป็นแบบประเมินอาการเวียนหัว บ้านหมุน
- The Clinical Global Impression Scales เป็นแบบประเมินความรุนแรงของโรคโดยแพทย์
- The Sheehan Disability Scale เป็นแบบทดสอบประเมินภาวะทางจิตเวชกับผลกระทบต่อหน้าที่การงาน
หลังจากผ่านไป 12 สัปดาห์ ผู้ป่วยจะประเมินอาการ “เวียนหัว บ้านหมุน วูบบ่อย” ของตัวเอง วัดค่าโดยใช้คะแนนตั้งแต่ 0-10 คะแนน (0 คือ ไม่ปวด, 10 คือ ปวดรุนแรงมากที่สุด) รวมถึงความถี่ของการเกิดอาการอื่น ๆ เช่น มึนหึว คลื่นไส้ โคลงเคลง สิ่งของรอบตัวเอียงหรือหมุน
จากนั้นแพทย์จะประเมินการตอบสนองต่อการรักษาของผู้ป่วยในลำดับถัดไป
เปรียบเทียบผลลัพธ์ “กิงโกะ” กับ “ยาเบตาฮีสทีน”
- กลุ่มที่ได้รับสารสกัดกิงโกะ 240 มก. ต่อวัน ให้ผลดีขึ้นกว่า 79%
- กลุ่มที่ได้รับยาเบตาฮีสทีน 32 มก. ต่อวัน ให้ผลดีขึ้นเพียง 70%
สรุปผลจากงานวิจัย
การทาน “สารสกัดกิงโกะ” 240 มก. ต่อวัน ต่อเนื่องเป็นประจำ ช่วยลดอาการ “เวียนหัว บ้านหมุน วูบบ่อย” ลงได้ โดยอาการดีขึ้นกว่า 79% ซึ่งให้ผลดีและปลอดภัยกว่าการใช้ยาแก้เวียนหัว “เบต้าฮีสทีน”
“ดังนั้น สามารถใช้สารสกัดกิงโกะ รักษาอาการเวียนหัว บ้านหมุน วูบบ่อย แทนยาเบตาฮีสทีนได้ อีกทั้งยังเป็นสารสกัดจากธรรมชาติ จึงปลอดภัย ไร้ผลข้างเคียงในระยะยาว”