ทุกวันนี้คนจำนวนมากเริ่มสนใจคำว่า NAD+ มากขึ้น เพราะมันไม่ใช่แค่ศัพท์วิทยาศาสตร์ที่ฟังดูซับซ้อน แต่เป็นสารสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกายแทบทุกวัน โดยเฉพาะเรื่อง พลังงาน ความสดชื่น การทำงานของสมอง และการฟื้นฟูระดับเซลล์
เวลาที่หลายคนรู้สึกว่า “พักแล้วแต่ยังล้า” หรือ “สมองตื้อทั้งที่ไม่ได้ทำงานหนักมาก” เบื้องหลังอาจไม่ใช่แค่เรื่องนอนน้อยหรือเครียดเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบสร้างพลังงานในร่างกายด้วย ซึ่งหนึ่งในตัวแปรสำคัญก็คือ NAD+
แนวคิดของการดูแลร่างกายยุคใหม่จึงไม่ใช่แค่กินอะไรให้หายเหนื่อยชั่วคราว แต่เป็นการมองลึกลงไปถึงระดับเซลล์ ว่าร่างกายมีสารอาหารหรือวิตามินที่จำเป็นต่อการสร้างพลังงานเพียงพอหรือไม่ นี่จึงเป็นเหตุผลที่สูตรอย่าง DAiLYMIN ND3•B6•B12 หรือ NAD+ SHOT ถูกพูดถึงในมุมของการดูแลพลังงานในชีวิตประจำวัน ผ่านสารตั้งต้นที่เชื่อมโยงกับการทำงานของ NAD+ ระบบประสาท และการทำงานของเซลล์ในภาพรวม

NAD+ คืออะไร และทำไมร่างกายถึงต้องการ
NAD+ ย่อมาจาก Nicotinamide Adenine Dinucleotide เป็นโคเอนไซม์ที่มีอยู่ในทุกเซลล์ของร่างกาย หน้าที่หลักของมันคือช่วยให้กระบวนการสร้างพลังงานดำเนินไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พูดให้ง่ายที่สุด NAD+ เปรียบเหมือน “ตัวการสำคัญ” ในการผลิตพลังงานของร่างกาย หากร่างกายมีอาหาร มีออกซิเจน และมีระบบเผาผลาญที่พร้อม แต่ขาดตัวการที่ช่วยขับเคลื่อนกระบวนการ พลังงานที่ควรจะได้ก็อาจไม่เต็มประสิทธิภาพ
NAD+ มีบทบาทสำคัญหลายด้าน เช่น
- ช่วยในกระบวนการเปลี่ยนอาหารให้เป็นพลังงาน
- เกี่ยวข้องกับการทำงานของไมโทคอนเดรีย ซึ่งเป็นแหล่งผลิตพลังงานของเซลล์
- สนับสนุนการทำงานของเอนไซม์ที่เกี่ยวข้องกับการซ่อมแซมเซลล์
- มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการฟื้นฟูและการทำงานของร่างกายเมื่ออายุมากขึ้น

เหตุผลที่ NAD+ ถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะหลายคนมองว่ามันเป็นหนึ่งในกุญแจของคำว่า “พลังงานระดับเซลล์” นั่นเอง ไม่ใช่แค่ทำให้รู้สึกตื่นตัวแบบชั่วคราว แต่เป็นการสนับสนุนกลไกพื้นฐานที่ร่างกายใช้ผลิตพลังงานจริง ๆ
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ เมื่ออายุมากขึ้นหรือใช้ชีวิตหนัก พักผ่อนน้อย เครียดสะสม หรือร่างกายต้องรับภาระมาก ระบบที่เกี่ยวข้องกับพลังงานก็อาจทำงานได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้แนวคิดเรื่องการดูแล NAD+ กลายเป็นเรื่องที่คนทำงาน คนพักผ่อนน้อย หรือคนที่อยากดูแลตัวเองแบบระยะยาวเริ่มให้ความสนใจมากขึ้น
ร่างกายสร้าง NAD+ ได้อย่างไร
ข่าวดีคือ ร่างกายของเรา สามารถสร้าง NAD+ ได้เอง ไม่ได้หมายความว่าต้องพึ่งจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่ร่างกายจะต้องมีวัตถุดิบที่เหมาะสม และต้องมีระบบที่พร้อมในการเปลี่ยนสารตั้งต้นให้กลายเป็น NAD+
หนึ่งในเส้นทางที่สำคัญคือกระบวนการที่ร่างกายนำสารในกลุ่มวิตามิน B3 มาใช้ โดยเฉพาะสารอย่าง Nicotinamide แล้วค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านกระบวนการทางชีวเคมีหลายขั้นตอนจนกลายเป็น NAD+
ดังนั้น เวลาพูดถึงการ “เติม NAD+” ในความหมายที่ถูกต้องมากขึ้น จึงมักไม่ได้หมายถึงการยัด NAD+ เข้าร่างกายตรง ๆ เสมอไป แต่เป็นการสนับสนุนสารตั้งต้นและสภาวะแวดล้อมของร่างกาย ให้เหมาะกับการสร้าง NAD+ มากกว่า อย่างไรก็ตาม การสร้าง NAD+ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับสารตั้งต้นเพียงตัวเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับระบบเมตาบอลิซึมโดยรวม การทำงานของเอนไซม์ สถานะโภชนาการ และสุขภาพพื้นฐานของแต่ละคนด้วย
เพราะฉะนั้น ถ้าร่างกายได้รับสารตั้งต้นที่เกี่ยวข้อง พร้อมวิตามินที่ช่วยสนับสนุนระบบประสาท การเผาผลาญ และการทำงานของเซลล์ ก็ย่อมช่วยให้ภาพรวมของพลังงานในชีวิตประจำวันดีขึ้นได้
Nicotinamide และ D-Ribose เกี่ยวข้องกับ NAD+ อย่างไร
เมื่อพูดถึงสูตรที่เกี่ยวข้องกับ NAD+ สองคำที่มักถูกพูดถึงบ่อยคือ Nicotinamide และ D-Ribose เพราะทั้งคู่เชื่อมโยงกับแนวคิดของพลังงานระดับเซลล์
Nicotinamide เป็นรูปแบบหนึ่งของวิตามิน B3 และถือเป็นสารตั้งต้นสำคัญที่ร่างกายสามารถนำไปใช้ในกระบวนการสร้าง NAD+ ได้ จึงเป็นเหมือนวัตถุดิบตั้งต้นที่ช่วยสนับสนุนระบบนี้โดยตรงในเชิงชีวเคมี
ถ้าอธิบายแบบง่าย Nicotinamide คือ “ของตั้งต้น” ที่ร่างกายรู้จักและสามารถหยิบไปใช้ต่อยอดในกระบวนการสร้าง NAD+ ได้ เมื่อร่างกายมีวัตถุดิบที่เหมาะสม ก็มีโอกาสสนับสนุนระดับ NAD+ ได้ดีขึ้น ส่วน D-Ribose เป็นน้ำตาลโครงสร้างพิเศษที่เกี่ยวข้องกับโมเลกุลพลังงานของร่างกาย เช่น ATP และเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของสารชีวโมเลกุลหลายชนิด จึงมักถูกพูดถึงในบริบทของการสนับสนุนพลังงานและการฟื้นตัวของเซลล์

ดังนั้น เมื่อเอา Nicotinamide + D-Ribose มามองร่วมกัน ภาพที่ได้คือ
- Nicotinamide ช่วยในฐานะสารตั้งต้นที่เชื่อมกับการสร้าง NAD+
- D-Ribose เชื่อมกับระบบพลังงานของเซลล์ในภาพรวม
วิตามิน D3 B6 B12 ทำงานเสริมกันอย่างไร
แม้การพูดเรื่อง NAD+ จะเริ่มจากสารตั้งต้นอย่าง Nicotinamide แต่ถ้าจะให้ภาพรวมของการดูแลร่างกายสมบูรณ์ขึ้น ก็ต้องมองไปถึงวิตามินตัวอื่นที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของเซลล์ สมอง และระบบประสาทด้วย นี่จึงเป็นที่มาของแนวคิด ND3•B6•B12
สามวิตามินนี้อาจไม่ได้ทำหน้าที่เดียวกัน แต่ทำงานคนละบทบาทแล้วเสริมกันได้ดีในภาพรวมของการดูแลร่างกายประจำวัน
D3 กับการทำงานของเซลล์
วิตามิน D3 มักถูกนึกถึงเรื่องกระดูกหรือภูมิคุ้มกันก่อน แต่จริง ๆ แล้ววิตามินตัวนี้มีบทบาทมากกว่านั้น เพราะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์ในหลายระบบของร่างกาย ช่วยสนับสนุนสมดุลการทำงานของร่างกาย และเป็นหนึ่งในวิตามินที่มีบทบาทต่อการสื่อสารและการตอบสนองของเซลล์ เมื่อร่างกายมีภาวะวิตามิน D3 ไม่เหมาะสม หลายคนอาจรู้สึกเพลีย ไม่สดชื่น หรือฟื้นตัวไม่ค่อยดี
ดังนั้นในเรื่องของพลังงานวิตามิน D3 จึงเป็นเหมือน “ตัวช่วยพื้นฐาน” ให้ร่างกายทำงานเป็นระบบมากขึ้น ไม่ได้เร่งแบบหวือหวา แต่ช่วยเสริมความพร้อมของร่างกายในระยะยาว
B6 กับสารสื่อประสาทและสมอง
วิตามิน B6 เป็นหนึ่งในวิตามินที่สำคัญต่อการทำงานของระบบประสาท เพราะเกี่ยวข้องกับกระบวนการสร้างสารสื่อประสาทหลายชนิด เช่น สารที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความผ่อนคลาย สมาธิ และความรู้สึกพร้อมใช้งานของสมอง เป็นวิตามินที่มีบทบาทในกระบวนการที่ทำให้สมองสื่อสารกันได้ลื่นขึ้น ร่างกายจึงตอบสนองได้ดีขึ้นทั้งในแง่ของความคิด ความรู้สึก และความพร้อมในแต่ละวัน สำหรับคนที่ต้องใช้สมองเยอะ ทำงานหลายอย่างพร้อมกัน หรือต้องการดูแลเรื่องสมองล้า การได้รับวิตามิน B6 จึงช่วยเติม “พลังงานของสมอง” ได้ดี
B12 กับพลังงานและระบบประสาท
วิตามิน B12 เป็นอีกตัวที่มักถูกเชื่อมโยงกับเรื่องพลังงาน ความอ่อนเพลีย และระบบประสาท เพราะมีบทบาทต่อการสร้างเม็ดเลือดแดง การทำงานของเส้นประสาท และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานของร่างกาย เมื่อวิตามิน B12 อยู่ในระดับเหมาะสม ร่างกายก็มีความพร้อมในการลำเลียงออกซิเจนและสนับสนุนระบบต่าง ๆ ได้ดีขึ้น จึงเป็นวิตามินที่สำคัญมากสำหรับคนที่รู้สึกหมดแรงง่าย อ่อนล้า หรืออยากดูแลความสดชื่นในระยะยาว
เมื่อมองรวมกันวิตามิน D3 + B6 + B12 จึงไม่ใช่แค่วิตามินสามตัววางรวมกันเฉย ๆ แต่เป็นการทำงานแบบเสริมกันคนละมิติ
- วิตามิน D3 สนับสนุนความพร้อมของเซลล์และสมดุลร่างกาย
- วิตามิน B6 สนับสนุนสมองและสารสื่อประสาท
- วิตามิน B12 สนับสนุนพลังงานและระบบประสาท
พอรวมกับ Nicotinamide และ D-Ribose จึงชัดขึ้นว่าเป็นแนวคิดที่มองทั้งเรื่อง NAD+ และพลังงานของร่างกายในหลายระดับ
การกินแบบ SHOT คืออะไร
จุดที่น่าสนใจคือรูปแบบ SHOT หรือแบบ direct to mouth ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนยุคนี้มากกว่าการกินอาหารเสริมแบบเดิมในหลายกรณี ข้อเด่นของรูปแบบ S คือ สะดวก พกง่าย ใช้งานง่าย และไม่ต้องเตรียมน้ำหรืออุปกรณ์เพิ่มเติม เหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ คนที่ไม่ชอบกลืนเม็ด หรือคนที่อยากให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่ายจริง ๆ
รูปแบบอาหารเสริมแบบ SHOT (Direct to Mouth) เป็นรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่น
- สะดวกต่อการรับประทาน สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องชงน้ำ
- ปริมาณแม่นยำหนึ่งซองเท่ากับหนึ่ง serving
- บางส่วนสามารถดูดซึมผ่านใต้ลิ้นได้ บริเวณใต้ลิ้นมีเส้นเลือดจำนวนมากทำให้สารบางชนิดสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง

การดูดซึมใต้ลิ้น (Sublingual) เป็นรูปแบบที่ดูดซึมเร็วที่สุด และได้รับประโยชน์มากที่สุด จึงมักใช้กับยาหรืออาหารเสริมที่มีมูลค่า หรือเพื่อแก้ปัญหาการดูดซึมของสารนั้นๆ ประโยชน์ของรูปแบบนี้มีมากมาย เช่น
- สามารถดูดซึมได้ทันทีใน 1-2 นาที ไม่จำเป็นต้องรอให้แคปซูลละลายที่ระบบทางเดินอาหาร หรือรอไปที่ลำไส้จึงไวกว่าแบบแคปซูล 10-15 เท่า
- การดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอยใต้ลิ้นและเยื่อบุในช่องปาก จะเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง โดยไม่ผ่านกระเพาะอาหารและตับ สารอาหารจึงไม่ถูกกรดหรือเอนไซม์ทำลาย ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนเกือบ 100%
- เหมาะกับยาหรือสารอาหาร ที่ต้องการความรวดเร็วสูง เช่น ยาบางชนิด วิตามินและแร่ธาตุ
- เหมาะกับยาหรือสารอาหาร ที่เสียสภาพง่ายหรือดูดซึมที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ได้ยาก เช่น วิตามินบี 12 ที่มักมีปัญหาในการดูดซึมที่ระบบทางเดินอาหาร
ดังนั้นในปัจจุบันการดูดซึมใต้ลิ้นจึงเป็นที่นิยม แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก ปัจจัยสำคัญก็คือ “รสชาติ” เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับลิ้นโดยตรง และทำได้ค่อนข้างยาก เพราะยิ่งสารหรือวิตามินเยอะยิ่งทำให้รสชาติไม่อร่อย
NAD+ SHOT
NAD+ เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบพลังงานในร่างกาย และเป็นหัวข้อที่น่าสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะมันเชื่อมโยงกับหลายเรื่องที่คนยุคนี้กังวล ไม่ว่าจะเป็นความล้า สมองไม่สด ความฟื้นตัวที่ช้าลง หรือความรู้สึกว่าใช้ชีวิตเต็มที่แต่พลังงานไม่เต็มเหมือนเดิม
การดูแล NAD+ จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นแนวคิดของการสนับสนุนร่างกายจากพื้นฐาน ผ่านสารตั้งต้นอย่าง Nicotinamide ร่วมกับ D-Ribose และเสริมด้วยวิตามินอย่าง D3, B6 และ B12 ที่ช่วยสนับสนุนการทำงานของเซลล์ สมอง และระบบประสาทในภาพรวม
สำหรับคนที่อยากดูแลตัวเองแบบเรียบง่ายแต่สม่ำเสมอ DAiLYMIN ND3•B6•B12 หรือ NAD+ SHOT ตามงานวิจัยของ RiaGev-WS® ที่เพิ่มการสร้าง NAD+ และ NADP+ สุงสุดถึง 10.4% และ 27.6% จึงเป็นแนวคิดของการเติมสิ่งสำคัญให้ร่างกายในรูปแบบ SHOT ที่พกง่าย กินง่าย และเข้ากับชีวิตจริงได้ทุกวัน
เพราะบางครั้ง พลังงานที่ดี ไม่ได้เริ่มจากการฝืนตัวเองให้ไหว แต่อาจเริ่มจากการดูแลร่างกายให้พร้อมตั้งแต่ระดับเซลล์ในทุกวัน

แหล่งอ้างอิง
- Belenky P, Bogan KL, Brenner C. (2007). NAD+ metabolism in health and disease. Trends in Biochemical Sciences.
- Bogan KL, Brenner C. (2008). Nicotinic acid, nicotinamide, and nicotinamide riboside: A molecular evaluation of NAD+ precursor vitamins in human nutrition. Annual Review of Nutrition.
- Rajman L, Chwalek K, Sinclair DA. (2018). Therapeutic potential of NAD-boosting molecules: The in vivo evidence. Cell Metabolism.
- Calderón-Ospina CA, Nava-Mesa MO. (2020). B vitamins in the nervous system: Current knowledge of the biochemical modes of action and synergies of thiamine, pyridoxine, and cobalamin. CNS Neuroscience & Therapeutics.
- NIH Office of Dietary Supplements. Vitamin B6 Fact Sheet.
- NIH Office of Dietary Supplements. Vitamin B12 Fact Sheet.