ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจสุขภาพกันมากขึ้น การบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม คำถามที่ยังคงคาใจผู้บริโภคจำนวนมากก็คือ “ถ้าอาหารเสริมไม่ได้มีสรรพคุณในการรักษาโรค แล้วเราจะกินมันไปทำไม?” บทความนี้จึงต้องการเพิ่มความเข้าใจที่ถูกต้อง อธิบายถึงบทบาทที่แท้จริงของผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาดและปลอดภัยในโลกที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสารด้านสุขภาพ

อาหารเสริมไม่ใช่ยา นิยามจาก อย. และการจำแนกประเภท

ตามนิยามของ อย. (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) อาหารเสริมไม่ใช่ยา แต่ถูกจัดให้เป็น “อาหาร” ชนิดหนึ่ง

  • หน้าที่หลัก : คือการกินเพื่อ “เสริม” หรือ “เติมเต็ม” สารอาหารที่อาจได้รับไม่เพียงพอจากมื้ออาหารปกติ เช่น วิตามินในรูปแบบเม็ด ผง หรือแคปซูล
  • ข้อแตกต่างสำคัญ : เพราะถูกจัดเป็น “อาหาร” อาหารเสริมจึงไม่ต้องผ่านการทดลองที่เข้มงวดเหมือน “ยา” เพื่อพิสูจน์ว่ารักษาโรคได้
  • กฎเหล็ก : ด้วยเหตุนี้ อาหารเสริมจึง ห้ามโฆษณาว่าสามารถบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคได้ โดยเด็ดขาด วัตถุประสงค์ของมันคือการให้สารอาหาร ไม่ใช่การรักษาความเจ็บป่วย

อาหารเสริม vs อาหารทางการแพทย์ vs ยา ต่างกันอย่างไร?

  • อาหารทางการแพทย์ : คืออาหารสูตรพิเศษสำหรับผู้ป่วยโดยเฉพาะ เช่น ผู้ที่ทานอาหารปกติไม่ได้ หรือผู้ป่วยโรคที่ต้องการสารอาหารบางอย่างเป็นพิเศษ จุดสำคัญคือ ต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เท่านั้น
  • ยา : มีจุดประสงค์ชัดเจนเพื่อ “รักษา” โรค ซึ่งต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้

ตัวอย่างที่เห็นภาพชัด : ลองนึกถึง “สมุนไพร” ชนิดหนึ่ง

  • ถ้าผลิตขึ้นมาเพื่อ “บำรุง” ร่างกาย จะมีสถานะเป็น “อาหารเสริม”

แต่ถ้าสมุนไพรตัวเดียวกันนั้น ผ่านการวิจัยจนพิสูจน์ได้ว่าสามารถ “รักษา” อาการป่วยได้จริง สถานะจะเปลี่ยนเป็น “ยา” ทันที และสามารถบอกสรรพคุณในการรักษาได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

เพื่อสรุปความแตกต่างที่สำคัญ สามารถเปรียบเทียบได้ดังตารางต่อไปนี้

ประเภทผลิตภัณฑ์

วัตถุประสงค์หลัก

สถานะทางกฎหมาย

คุณสมบัติ

อาหารเสริม เสริมสารอาหารที่ขาดหายไปจากมื้ออาหารปกติ อาหาร ไม่สามารถบำบัด บรรเทา หรือรักษาโรคได้
อาหารทางการแพทย์ ใช้สำหรับผู้ป่วยที่ไม่สามารถรับประทานอาหารปกติได้เพียงพอหรือผู้ที่ต้องการสารอาหารเฉพาะโรค อาหาร ใช้ภายใต้การควบคุมของบุคลากรทางการแพทย์
ยา บำบัด บรรเทา รักษา หรือป้องกันโรค ยา

ต้องผ่านการทดสอบยาชนิดนั้นในมนุษย์เพื่อพิสูจน์ประสิทธิภาพและความปลอดภัย

ตารางนี้ช่วยให้เห็นภาพรวมว่าผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร, อาหารทางการแพทย์, และยา ต่างก็มีบทบาท และข้อกำหนดทางกฎหมายที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารไม่สามารถกล่าวอ้างสรรพคุณทางการรักษาโรคได้

ปัจจัยขับเคลื่อนทำไมเราถึงกินอาหารเสริม แม้ไม่ได้ใช้รักษาโรค?

การบริโภคอาหารเสริมที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์สุขภาพ แต่สะท้อนถึงปัจจัยขับเคลื่อนเชิงจิตวิทยาและสังคมที่ซับซ้อน แม้ผู้บริโภคส่วนใหญ่จะเข้าใจดีว่าอาหารเสริมไม่ใช่ยาสำหรับรักษาโรค แต่งานวิจัยชี้ให้เห็นถึงเหตุผลหลักที่ผู้คนยังคงเลือกที่จะบริโภค ดังนี้

1. การเปลี่ยนมุมมองสู่ “การดูแลสุขภาพเชิงรุก” (Proactive Health Management)

ในอดีต ผู้คนมักใส่ใจสุขภาพเมื่อเจ็บป่วย แต่ปัจจุบันแนวคิดได้เปลี่ยนไปสู่การป้องกันและ การยกระดับสุขภาพสู่จุดที่ดีที่สุด (Health Optimization) ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่ “ไม่ป่วย” แต่ต้องการมีพลังงานเต็มที่ ดูอ่อนกว่าวัย และมีคุณภาพชีวิตสูงสุด อาหารเสริมจึงกลายเป็นเครื่องมือที่จับต้องได้ เพื่อให้รู้สึกว่าตนเองได้ลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อเป้าหมายนั้น

2. ความต้องการควบคุมและความสบายใจ (Desire for Control & Psychological Comfort)

วิถีชีวิตสมัยใหม่เต็มไปด้วยปัจจัยที่ควบคุมได้ยาก เช่น ความเครียด มลภาวะ และอาหารที่อาจมีคุณค่าไม่ครบถ้วน การเลือกกินอาหารเสริมจึงมอบ “ความรู้สึกว่าสามารถควบคุม” สุขภาพของตนเองได้ นอกจากนี้ยังให้ “ความสบายใจ” (Psychological Comfort) ว่าอย่างน้อยก็ได้เติมเต็มสารอาหารที่อาจขาดหายไป ซึ่งความรู้สึกนี้ก็ถือเป็นประโยชน์ทางจิตใจที่สำคัญอย่างหนึ่ง

3. อิทธิพลจากสังคมและเป้าหมายเฉพาะบุคคล

วัฒนธรรม Wellness ที่เติบโตผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้อาหารเสริมกลายเป็นสัญลักษณ์ของไลฟ์สไตล์คนรักสุขภาพ ขณะเดียวกัน ข้อดีที่ชัดเจนของอาหารเสริมคือการตอบโจทย์เป้าหมายเฉพาะทาง เช่น

  • เติมเต็มส่วนที่ขาดจริง : เช่น วิตามินบี 12 ในกลุ่มผู้ทานมังสวิรัติ หรือวิตามินดีในกลุ่มคนทำงานออฟฟิศ
  • สนับสนุนเป้าหมายเฉพาะ : เช่น เวย์โปรตีนสำหรับผู้ออกกำลังกาย หรือคอลลาเจนเพื่อการบำรุงผิว

กรณีศึกษาจากงานวิจัยวิตามินและแร่ธาตุกับระบบภูมิคุ้มกัน

หนึ่งในตัวอย่างที่ชัดเจนคือผลการวิจัยจากสถาบัน Linus Pauling Institute ที่ศึกษาผลของการได้รับอาหารเสริมวิตามินและแร่ธาตุรวมในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มที่รับประทานอาหารเสริมมีระดับวิตามินซีและสังกะสีในเลือดดีขึ้น และแม้ว่าเปอร์เซ็นต์การเกิดอาการป่วยของทั้งสองกลุ่มจะเท่ากัน แต่จำนวนวันป่วยโดยเฉลี่ยของกลุ่มที่ได้รับอาหารเสริมนั้น สั้นกว่าอย่างมีนัยสำคัญ (3 วัน เทียบกับ 6 วันในกลุ่มยาหลอก)

บทสรุป บริโภคอย่างฉลาด ใช้ชีวิตอย่างสมดุล

จากข้อมูลทั้งหมดข้างต้น สามารถสรุปคำตอบของคำถามที่ว่า “ถ้าอาหารเสริมไม่ได้รักษาโรค แล้วทำไมเราถึงต้องกินมัน?” ได้อย่างชัดเจนว่า เราไม่ได้กินอาหารเสริมเพื่อรักษาโรค แต่เรากินเพื่อ “เติมเต็ม” สารอาหารที่ร่างกายขาดไปและ “ลดความเสี่ยง” ของการเกิดโรคในระยะยาว ซึ่งเป็นบทบาทที่สำคัญและได้รับการพิสูจน์แล้วตามหลักวิทยาศาสตร์

เพื่อบริโภคผลิตภัณฑ์เสริมอาหารให้ได้ประโยชน์สูงสุดและปลอดภัย ผู้บริโภคควรยึดหลักการดังต่อไปนี้:

  • อาหารหลักต้องมาก่อน : ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเป็นเพียงตัวช่วยเสริม ไม่ใช่สารทดแทนมื้ออาหารหลัก
  • ตรวจสอบก่อนซื้อ : ควรตรวจสอบฉลากผลิตภัณฑ์ให้มีชื่อ “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร” และมี เลขสารบบอาหาร (อย.) 13 หลัก ที่ถูกต้องชัดเจน
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ : สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ก่อนตัดสินใจบริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือกำลังรับประทานยาอื่นๆ อยู่

แหล่งอ้างอิง

  • U.S. Food & Drug Administration (FDA). (2022). Dietary Supplements. Retrieved from https://www.fda.gov/food/dietary-supplements
  • Maggini, S., Wintergerst, E. S., Beveridge, S., & Hornig, D. H. (2007). Selected vitamins and trace elements enhance immune function in the elderly and decrease the risk of infection by respiratory pathogens. The Journal of Clinical Nutrition, 26(5), 589-598.
  • Bischoff-Ferrari, H. A., et al. (2009). Vitamin D and Calcium for the prevention of nonvertebral fractures in older adults: A systematic review and meta-analysis. JAMA, 302(20), 2244-2250.
  • Swanson, D., Block, S. R., & Mousa, S. A. (2012). Omega-3 fatty acids EPA and DHA: Health benefits throughout life. Advances in Nutrition, 3(1), 1-7.
  • Centers for Disease Control and Prevention (CDC). (2022). Folic Acid and Neural Tube Defects. Retrieved from https://www.cdc.gov/ncbddd/spinabifida/folic-acid.html
  • National Institutes of Health (NIH) Office of Dietary Supplements. (2022). Vitamin and Mineral Supplements. Retrieved from https://ods.od.nih.gov/factsheets/list-VitaminsMinerals/