เราทราบกันดีว่า วิตามิน C (Vitamin C) หรือกรดแอสคอร์บิก คือสารต้านอนุมูลอิสระชั้นยอดที่เป็นกุญแจสำคัญของภูมิคุ้มกันและผิวพรรณ แต่ว่า “การกินเข้าไป” ไม่ได้เท่ากับ “การได้รับจริง” เสมอไป เพราะวิตามิน C ทั่วไปมีข้อจำกัดที่ร่างกายสร้างไว้เป็นกำแพงธรรมชาติ นั่นคือ ต้องอาศัย “รถรับส่ง” ที่เรียกว่า Sodium-dependent Vitamin C Transporters (SVCT1) ซึ่งเจ้าตัวนี้มีจำนวนจำกัด เปรียบเสมือนประตูบ้านแคบ ๆ ที่ต่อให้คุณส่งแขกมา 1,000 คนพร้อมกัน ก็เข้าบ้านได้ทีละไม่กี่คนเท่านั้น นั้นทำให้เกิดปัญหาเรื่องการดูดซึมวิตามิน C เช่น การกิน 1,000 มก. ร่างกายจะดูดซึมได้แค่ 500 มก. ส่วนที่เหลือจะถูกขับออกทางปัสสาวะโดยไม่มีการดูดซึม
LIPOSOMAL C คืออะไร
ปัจจุบันจึงมีนวัตกรรมที่เรียกว่า Liposomal Vitamin C เทคโนโลยีเพื่อคงสภาพ เพิ่มการดูดซึมและลดการระคายเคืองของวิตามิน C ต่อร่างกาย โดยจะนำวิตามิน C มาหุ้มด้วยอนุภาคไขมันขนาดเล็กที่ เรียกว่า Liposomes มีลักษณะเป็น Phospholipid bilayer ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับเซลล์ของมนุษย์ ทำให้เมื่อร่างกายรับเข้าไป เซลล์ของร่างกายจะดูดซึมได้มากขึ้น ดีขึ้น และไวกว่า
เหตุผลที่คนสนใจรูปแบบนี้มากขึ้น เพราะวิตามิน C ธรรมดาแม้จะมีประโยชน์มาก แต่เมื่อรับประทานในปริมาณสูง ร่างกายไม่ได้ดูดซึมเพิ่มขึ้นแบบเส้นตรงเสมอไป กล่าวคือกินมาก ไม่ได้แปลว่าจะใช้ได้มากขึ้นเท่าตัวทุกครั้ง ดังนั้นการออกแบบรูปแบบการนำส่งจึงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่พยายามทำให้วิตามิน C คงอยู่ใน “ระบบไหลเวียนเลือด” ได้มีประสิทธิภาพขึ้น โดยไม่ต้องอาศัยการเพิ่มปริมาณอย่างเดียว

งานวิจัยของ Liposovit-C®
งานวิจัยของ Liposovit-C® จาก Bart Sp. z o.o. ที่ได้พัฒนาตัว Liposomal C ขึ้นมา และให้ผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยม คือ สามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้ดีกว่าวิตามิน C ทั่วไป 85% ในชั่วโมงที่ 4 และ 70% ในชั่วโมงที่ 10.5 นอกจากนี้ยังพบว่า สามารถคงอยู่ในกระแสเลือดเพื่อให้ร่างกายได้นำไปใช้ได้นานกว่าวิตามิน C ทั่วไปถึง 2.5 เท่า และที่สำคัญยังทำขึ้นมาเพื่อกรอกปากให้ดูดซึมใต้ลิ้นเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง ยิ่งทำให้เกิดการดูดซึมไวมากขึ้นในเวลาเพียง 1-5 นาที ไม่ต้องผ่านการย่อยหรือเสียสภาพ

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าวิตามิน C จะโดดเด่นในเรื่องของการเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น ป่วยยากขึ้น และยังมีส่วนช่วยในเรื่องของผิว ซึ่งจะทำงานควบคู่กับวิตามิน E ที่โดดเด่นเรื่องผิวเช่นกัน มีงานวิจัยที่บ่งชี้ว่า การกินวิตามิน C ควบคู่ไปกับการกินวิตามิน E (ซึ่งวิตามิน E จะมีส่วนช่วยเรื่องของโครงสร้างเซลล์) จะส่งผลให้เกิด Synergistic effect ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในเรื่องของการปกป้องผิวจากแสงแดดมากขึ้นกว่าเดิมถึง 4-8 เท่า
Synergy ของวิตามิน C และ E
คำว่า synergy ในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงแค่ว่ามีสองตัวแล้วดูครบกว่า แต่หมายถึงการที่ทั้งสองช่วยเสริมกลไกกันจริง งานวิจัยของ NIH ระบุว่าวิตามิน C สามารถช่วย regenerate หรือช่วยคืนสภาพการทำงานของสารต้านอนุมูลอิสระตัวอื่นในร่างกาย รวมถึง alpha-tocopherol หรือวิตามิน E ได้ ส่วนงานทบทวนด้านผิวก็อธิบายตรงกันว่าวิตามิน C มีบทบาทในการรีไซเคิลวิตามิน E ที่ถูกออกซิไดซ์แล้ว ทำให้ระบบปกป้องเซลล์ทำงานต่อเนื่องขึ้น
- ผิว : ในมุมของผิว วิตามิน C ช่วยเรื่องการสร้างคอลลาเจน การสมานแผล และการป้องกันความเสียหายจาก Oxidative stress ขณะที่วิตามิน E ช่วยดูแลส่วนที่เป็นไขมันของเซลล์และเยื่อหุ้มเซลล์ เมื่อนำมารวมกัน วิตามิน C มีประสิทธิภาพในการลด oxidative damage ต่อผิวได้ดีขึ้นเมื่อใช้ร่วมกับวิตามิน E เพราะวิตามิน C ช่วยฟื้นวิตามิน E ให้กลับมาทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระต่อได้อีกครั้ง นั่นคือ วิตามิน C ไม่ได้ทำงานเดี่ยว ส่วนวิตามิน E ก็ไม่ได้เด่นแค่ตัวเดียว แต่เมื่ออยู่ด้วยกัน มันเหมือนเป็นทีมที่ช่วยกันปกป้องผิวจากความโทรมสะสมได้รอบด้านกว่า ทั้งในเชิงโครงสร้างผิวและเชิงปกป้องเซลล์จากความเครียดออกซิเดชัน
- ภูมิคุ้มกัน : วิตามิน C มีบทบาทต่อภูมิคุ้มกันค่อนข้างชัด โดย NIH ระบุว่าวิตามิน C มีส่วนเกี่ยวข้องกับ Immune function และยังมีงานวิจัยที่อธิบายว่าวิตามิน C สนับสนุนการทำงานของทั้งภูมิคุ้มกันแบบ innate และ Adaptive นอกจากนี้ในภาพรวมของข้อมูลปัจจุบัน การรับวิตามิน C เป็นประจำอาจช่วยลดระยะเวลาของอาการหวัดได้เล็กน้อยในบางบริบท แม้จะไม่ได้ลดโอกาสเป็นหวัดในคนทั่วไปแบบชัดเจนทุกกรณี สำหรับวิตามิน E แม้บทบาทด้านภูมิจะไม่ถูกพูดถึงบ่อยเท่าวิตามิน C แต่ข้อมูลเชิงกลไกระบุว่าวิตามิน E มีความสำคัญต่อการคงการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน โดยเฉพาะในผู้สูงอายุ และสัมพันธ์กับการทำงานของ T-cell signaling บางส่วน ดังนั้น เมื่อวิตามิน C และ E อยู่ร่วมกัน เราจึงไม่ได้พูดถึงแค่ “ต้านอนุมูลอิสระ” แบบกว้าง ๆ แต่กำลังพูดถึงการช่วยให้สภาพแวดล้อมของเซลล์ให้พร้อมต่อการทำงาน รวมถึงช่วยลดภาระจาก Oxidative stress ที่อาจรบกวนการทำงานปกติของระบบภูมิคุ้มกันด้วย
การกินแบบ SHOT คืออะไร
จุดที่น่าสนใจคือรูปแบบ SHOT หรือแบบ direct to mouth ซึ่งตอบโจทย์วิถีชีวิตของคนยุคนี้มากกว่าการกินอาหารเสริมแบบเดิมในหลายกรณี ข้อเด่นของรูปแบบ SHOT คือ สะดวก พกง่าย ใช้งานง่าย และไม่ต้องเตรียมน้ำหรืออุปกรณ์เพิ่มเติม เหมาะกับคนที่ใช้ชีวิตเร่งรีบ คนที่ไม่ชอบกลืนเม็ด หรือคนที่อยากให้การดูแลสุขภาพเป็นเรื่องง่ายจริง ๆ
รูปแบบอาหารเสริมแบบ SHOT (Direct to Mouth) เป็นรูปแบบที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากมีข้อดีหลายประการ เช่น
- สะดวกต่อการรับประทาน สามารถรับประทานได้ทันทีโดยไม่ต้องชงน้ำ
- ปริมาณแม่นยำหนึ่งซองเท่ากับหนึ่ง serving
- บางส่วนสามารถดูดซึมผ่านใต้ลิ้นได้ บริเวณใต้ลิ้นมีเส้นเลือดจำนวนมากทำให้สารบางชนิดสามารถดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง

การดูดซึมใต้ลิ้น (Sublingual) เป็นรูปแบบที่ดูดซึมเร็วที่สุด และได้รับประโยชน์มากที่สุด จึงมักใช้กับยาหรืออาหารเสริมที่มีมูลค่า หรือเพื่อแก้ปัญหาการดูดซึมของสารนั้นๆ ประโยชน์ของรูปแบบนี้มีมากมาย เช่น
- สามารถดูดซึมได้ทันทีใน 1-2 นาที ไม่จำเป็นต้องรอให้แคปซูลละลายที่ระบบทางเดินอาหาร หรือรอไปที่ลำไส้จึงไวกว่าแบบแคปซูล 10-15 เท่า
- การดูดซึมผ่านเส้นเลือดฝอยใต้ลิ้นและเยื่อบุในช่องปาก จะเข้าสู่กระแสเลือดโดยตรง โดยไม่ผ่านกระเพาะอาหารและตับ สารอาหารจึงไม่ถูกกรดหรือเอนไซม์ทำลาย ทำให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนเกือบ 100%
- เหมาะกับยาหรือสารอาหาร ที่ต้องการความรวดเร็วสูง เช่น ยาบางชนิด วิตามินและแร่ธาตุ
- เหมาะกับยาหรือสารอาหาร ที่เสียสภาพง่ายหรือดูดซึมที่กระเพาะอาหารหรือลำไส้ได้ยาก เช่น วิตามินบี 12 ที่มักมีปัญหาในการดูดซึมที่ระบบทางเดินอาหาร
ดังนั้นในปัจจุบันการดูดซึมใต้ลิ้นจึงเป็นที่นิยม แต่ยังไม่แพร่หลายมากนัก ปัจจัยสำคัญก็คือ “รสชาติ” เพราะเป็นสิ่งที่สัมผัสกับลิ้นโดยตรง และทำได้ค่อนข้างยาก เพราะยิ่งสารหรือวิตามินเยอะยิ่งทำให้รสชาติไม่อร่อย

DAiLYMIN LIPOSOMAL C∙E หรือ C∙E SHOT กลิ่นส้มยูสุ อร่อย วิตามินรูปแบบใหม่ สามารถกรอกปากได้ทันที เพื่อการดูดซึมที่ดีขึ้น ไวขึ้น และได้ประโยชน์มากขึ้น พร้อมส่วนประกอบหลัก Liposovit-C® 1,000 มิลลิกรัมที่ดูดซึมได้ดีกว่าวิตามิน C ทั่วไป 85% มาคู่กับวิตามิน E 10 มิลลิกรัม ช่วยบูสท์ผิวใส เสริมภูมิคุ้มกัน ได้ง่าย ๆ แค่วันละ SHOT
นี่ไม่ใช่แค่วิตามินซี 1000 มก. แต่เป็นการออกแบบให้ “การไหลเวียนในการร่างกาย” และ “การจับคู่สารอาหาร” ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ร่างกายมีโอกาสใช้ประโยชน์จากวิตามิน C และวิตามิน E ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แหล่งอ้างอิง
- Eberlein-König et al., 1998, Protective effect against sunburn of combined systemic ascorbic acid (vitamin C) and d-alpha-tocopherol (vitamin E).
- Zmuda Przemysław et al., 2024, Bioavailability of Liposomal Vitamin C in Powder Form:
- A Randomized, Double-Blind, Cross-Over Trial.
- National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. (2025). Vitamin C – Health Professional Fact Sheet.
- Pullar, J. M., Carr, A. C., & Vissers, M. C. M. (2017). The Roles of Vitamin C in Skin Health. Nutrients, 9(8), 866.
- National Institutes of Health, Office of Dietary Supplements. (2021). Vitamin E – Health Professional Fact Sheet.